Recruiter กับความเป็นเทพ


นักรีพอร์ตระดับเทพ


แน่นอน จากปัญหาเรื่องแรงกดดันในการทำงาน
สิ่งนึงที่จะปกป้องเราได้ว่าฉันน่ะทำงาน ไม่ได้มานั่งอู้ก็คือ KPI
นอกเหนือจากงานหลักแล้ว เรายังสามารถตอบได้ว่า ฉันน่ะได้ใบสมัครทั้งหมดกี่ใบ
Hiring/?? Pending?? //Reject?? เหตุผลเพราะอะไร

กระบวนการที่เราใช้เวลาเท่าไหร่ ส่งสัมภาษณ์แล้วผ่านกี่คน คิดเป็นอัตรา x%
(ถ้่าส่งผู้สมัครให้ต้นสังกัดเยอะ แต่ไม่ผ่าน แสดงว่าrecruiterทำงานห่วย คัดกรองคนไม่เป็น)
เซ็นสัญญาจ้างแล้วไม่มากี่คน เพราะเหตุผลอะไร

ทั้งนี้ทั้งนั้นบางบริษัท Recruiter ได้ intensive ค่าหัวด้วยนะจะบอกให้ (เพราะงี้ถึงรีพอร์ตกันสนุกเลย555)


งานท้าทายกับสกิลขายระดับเทพ

คุณสมบัติของ recruiter อย่างนึงคือคุณต้องทำตัวเป็นนักสรรหาฯตลอดเวลา
จนฝังในสายเลือด เรียกว่าถ้าคนไม่ได้ ถ้า hunting ก็ต้อง hunting ให้ถึงที่ เอาให้ถึงประตูทางเข้าพนักงานบริษัทคู่แข่ง แจกใบปลิว นามบัตรมันตรงนั้น (รอให้ รปภ เค้ามาอุ้มออกไปอีกที สะใจ!!!)
ไปที่ไหนเจอคนลำบากก็ต้อง Offer งานใ้ห้ (คุณสมบัติตรงไม่ตรงไว้ก่อนว่ากันอีกที)

นักขายระดับเทพ


ครับ Recruiter ก็คือพนักงานขายนี่เอง
เพียงแต่ผลิตภัณฑ์ที่เราขายให้คุณมันไม่ใช่สินค้าจับต้องได้แบบสินค้าแบบอื่น
เราขาย"งาน" ขาย"อาชีพ"ให้คุณ หน้าที่เราคือการพรีเซนต์ตำแหน่งงาน และเล่าเรื่องราวดีๆองค์กรให้คุณ
ตราบใดที่คุณเซ็นสัญญาจ้าง และมาเริ่มงานเราถือว่าปิดจ็อบ!!!!(ถ้าพูด clearance vacancy jobsเราคงตกงานกันพอดี smile)  
 
 
Recruiter เป็นงาน HR ขาลุยครับ ทำงานหน้าเดียว แต่เหนื่อย.....ตั้งแต่ผู้บริหาร หัวหน้า ยันลูกกระจ๊อก

คุณหาคนไม่ได้ คุณก็ถูกกดดัน นั่งเก้าอี้หนาวๆร้อนๆ
ถ้าจะจัดจ็อบแฟร์คุณก็ต้องคำนึงอีกว่าจะของบเท่าไหร่ จะขอคนกี่คน
บริหารงบประมาณเท่าไหร่(ตามที่หัวหน้าบอก)
แล้วได้ประสิทธิภาพมากที่สุด

ซื้อAdโฆษณาหนังสือพิมพ์ A1 8 แสน
คุ้มไหมกับการหาคนได้ 20 คนมากรอกใบสมัครและไม่ผ่านการว่าจ้าง
ป้ายไวนิลผืนละ 300 ใบปลิวแผ่นละ .66 สตางค์
ยังต้องคิดคำนวนจุดคุ้มทุนโดยอ้างอิงจากสรุปข้อมูลรีพอร์ตว่า

คนทราบข่าวจากป้ายไวนิลจำนวนเยอะกว่าใบปลิว และต้นทุนตัวหัวถูกที่สุด (คิดกันขนาดนั้น)
การแจกใบปลิวบางครั้งงบหมด ก็ต้องลงไปแจกเองหลังเวลาเลิกงาน

ยิ่ง recruiter ทำงานยิ่งหนักเท่าไหร่ งานยิ่งหนักเป็นเงาตามตัว ทั้งโทร
ทั้งนัดหมาย จัดการเอกสาร   

Comment

Comment:

Tweet